วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2558

แบ็กแพ็คเที่ยวเจแปนใสๆ ไม่ง้อทัวร์ วันที่ 2 บุกศาลเจ้าเมจิ ฮาราจูกุ และชิบูย่า

มาต่อจากบล็อกเมื่อวานค่ะ วันที่ 2 ของการเดินทาง เราตั้งใจจะไปบุกย่านชุินจูกุ ชิบูย่า และฮาราจูกุ รูปน้อยนิดนึงน้าาา เอาจริงๆรูปที่ถ่ายมาทั้งทริปส่วนมากมีแต่หน้าเรากับแพร์ 5555 พยายามดึงๆรูปที่เป็นสถานที่จากแพร์มา จริงๆแล้วรูปทั้งหมดที่ลงนี่มาจากกล้องไอโฟนแพร์ล้วนๆ ขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ 5555555 เดี๋ยวขอเก็บตกรูปจากวันแรกเพิ่มอีกซักนิดนึง แล้วเรามาต่อของวันที่ 2 กัน

*** ขอแก้ข้อมูลจากบล็อกเมื่อวานนิดนึงค่ะ โรงแรมที่เราพักกันอยู่แถว Yotsuya-Sanchome นะคะ ตอนเขียนบล็อกเมื่อวานจำผิด เผื่อเมื่อวานไปอ่านไปแล้วต้องขอโทษด้วยค่ะ >^< แล้วก็มีข้อมูลสถานีรถไฟบางส่วนที่พึ่งนึกออกเพิ่มเติม ซึ่งทั้งหมดนี้ตอนนี้แก้ไขในบล็อกของเมื่อวานแล้วค่ะ ***



ตัวอย่างบรรยากาศบน Rainbow Bridge แลนมาร์กของโอไดบะ

















หาดโอไดบะ ใกล้ๆสะพาน Rainbow Bridge
ซาลาเปาไส้พิซซ่าอันเลื่องลือ ราคา 110 เยน แต่ที่ในเน็ตเค้าว่ากันว่ากัดแล้วชีสยืดออกมานี่บอกเลยว่าโม้ ไม่ยืดขนาดนั้น แต่ถามอร่อยมั้ย อร่อยมากกกก! มาญี่ปุ่นต้องโดนค่ะ มันดีงามมาก
- - - - - - - - - -


มาค่ะ มาต่อของวันที่ 2 กัน เป้าหมายหลักของเรา 2 คนในวันนี้คือ กิน! ไปลองเครปชื่อดังย่านฮาราจูกุ  แวะซื้อของใช้ร้าน Ainz Tulpe และ มัตสึโมโต้ คิโยชิ ชิมข้าวแกงกะหรี่ CocoIchibanya ต้นตำรับจากญี่ปุ่น และตบท้ายด้วยทาร์ตชีส Pablo ย่านชิบูย่า ซื้อฟิล์มกล้องโพลารอยด์ที่(เพื่อนฝากซื้อ) แล้วก็แอบไปดูราคา Fuji X-A2 ว่าต่างจากไทยมากมั้ย อยากได้

เนื่องจากเมื่อวานแรดนานไปหน่อยกลับมาถึงที่พักดึก 555 ทำให้วันที่ 2 พากันตื่นสาย ประมาณสิบเอ็ดโมงได้มั้ง แถมแต่งหน้าแต่งตัวกันนานอีกต่างหาก ม้วนผมแบบจัดเต็มมาก แพร์ก็แต่งหน้าแบบหน้าแน่น ลิปแน่น ขนตาแบบปังมาก 55555 กว่าจะแต่งตัวกันเสร็จก็เที่ยงพอดี เรานั่งรถไฟฟ้าไปลงกันที่สถานีชินจูกุ แวะกินข้าวในสถานี ซึ่งรอบนี้เราเลือกเป็นร้านที่มีข้าวแกงกะหรี่ เป็นตู้กดเหมือนเดิมแต่มีแค่ชื่อเมนู ไม่มีรูปอาหารบอกเหมือนร้านที่ไปเมื่อวาน ต้องดูจากเมนูหน้าร้านเอา

คราวนี้ทำเป็นแล้ว ไม่บ้านนอกเหมือนเมื่อวาน 55555 พอเอาบัตรไปยื่นให้พ่อครัวเสร็จก็นั่งรอสวยๆ ได้ข้าวแกงกะหรี่มากินสมใจ ที่สั่งเป็นข้าวแกงกะหรี่หมูทงคัทสึ ราคา 770 เยน (รู้สึกว่าอาหารญี่ปุ่นปกติที่กินจะราคาประมาณนี้เกือบหมด) ได้มาเป็นเซ็ตค่ะ จะมีข้าวแกงกะหรี่ ซุปมิโซะ และสลัดผักมาให้ ช้อนใหญ่มากกก คิดว่าน่าจะสำหรับตักแกงกะหรี่กิน แล้วก็จะมีแก้วน้ำมาให้ค่ะ ให้กดน้ำชาดื่มฟรี

ข้าวแกงกะหรี่คือดีงามมากอะแก 55555 ต้องบอกก่อนว่าของโปรดติ๊ดอาหารญี่ปุ่น ที่โปรดปรานสุดๆ คือข้าวแกงกะหรี่นี่แหละ แต่ปกติเคยกินแต่ในไทยไง ทั้งใน Coco ยาโยอิ ฟูจิ ไม่เคยมากินของแท้ พอได้สัมผัสไปคำแรกนี่แบบปริ่มมากกกก น้ำแกงกะหรี่เข้มข้นสุดๆ คือข้นเลยอะ ไม่เหลวๆ เหมือนในไทย มีความเผ็ดนิดๆ พออร่อย สลัดผักก็ดูผักสดดีค่ะ ใช้ได้ แต่ซุปมิโซะแอบเค็มไปนิดง่ะ ไม่แน่ในว่าคนญี่ปุ่นนิยมทานเค็มกันรึเปล่าเพราะราเม็งที่กินคืนแรกก็รสออกเค็มๆ ทั้งราเม็งและมิโซะวันนี้เค็มในระดับที่ว่า กินเสร็จลิ้นชากันเลยทีเดียว ให้ 9.5/10 เลย(หักคะแนนตรงซุปมิโซะเค็ม) ใครสนใจมาลองกินดูนะ จำชื่อร้านไม่ได้แต่จำได้ว่าร้านอยู่แถวๆ ร้านขายดอกไม้ในสถานีชินจูกุ

หน้าตาเซ็ตอาหารที่ได้ก็ประมาณนี้ค่ะ น่ากินมากๆ

ซูมกันแบบชัดๆ ทงคัทสึกรอบๆ เน้นๆ ทรมานหัวใจคนหิวยามดึก 55555

พอเติมพลังกันเสร็จก็ออกเดินทางสู้ชินจูกุกันเล้ยยยยย และแล้วมหกรรมการหลงสถานีรถไฟฟ้าของเราก็เกิดขึ้น 5555 สถานีชินจูกุเป็นสถานีที่ค่อนข้างใหญ่ มีทางออกประมาณ 13 ทางถ้าจำไม่ผิด เรากับแพร์ก็แบบ เอาละทีนี้ แล้วตูจะออกทางไหน ในหนังสือไกด์บุ๊คไม่มีบอกด้วย เดินวนไปวนมาอยู่ในสถานีรถไฟอยู่ประมาณครึ่งชม.ได้ จนออกมาที่ประตู 3 ถ้าจำไม่ผิด แล้วก็หลงกันอีก หลงไปตรงไหนบ้างก็ไม่รู้ GPS ในมือถือแพร์ก็เกิดอาการมึนขึ้นมาดื้อๆ บอกทิศมั่วไปหมด ตอนกำลังหลงฝนก็ตกด้วย เรา 2 คนเลยกลับไปตั้งหลักที่สถานีกันก่อน ฝนตกอยู่พักนึงเลย เราก็รอจนฝนซาลงไปบ้าง ดูเวลาก็บ่าย 2 แล้วเลยตัดสินใจทิ้งย่านชินจูกุไปแล้วเดินไปฮาราจูกุเลย เดินไปเดินมาไปเข้าห้างอะไรก็ไม่รู้ ที่สำคัญคือกำลังมีคนประท้วงอยู่หน้าห้างด้วย แล้วเราก็ได้พบอีกสิ่งที่น่าแปลกใจและน่าประทับใจในญี่ปุ่น นั่นคือการประท้วงค่ะ ถึงแม้จะออกมาประท้วงรวมตัวกัน แต่กลุ่มผู้ชุมนุมเหล่านี้กลับยืนเข้าแถวกันเป็นระเบียบอยู่ตามริมถนนและแนวกำแพง ไม่มีมาเดินขวางทางเดินคนอื่นเลย ทำให้เรารู้สึกว่า ดีจังเลย ความคิดถึงคนอื่นของคุณญี่ปุ่นคงจะแทรกซึมอยู่ในกระแสเลือดไปละ ผู้ชุมนุมมีแต่ผู้สูงอายุทั้งนั้นเลย อยากรู้จังว่าเค้าประท้วงเรื่องอะไรกัน แต่อ่านป้ายภาษาญี่ปุ่นที่เค้าถือไม่ออก

กลุ่มผู้สูงอายุที่มาชุมนุมกันอยู่หน้าห้างวรรพสินค้าแห่งหนึ่งย่านชินจูกุที่เราเจอตอนเดินหลง

เดินตาม GPS ไปเรื่อยๆระหว่างทางไปฮาราจูกุ ระหว่างทางเดินก็เจอพวกร้านแบรนด์ต่างๆเซลล์ทั้งแบรนด์กระเป๋าของญี่ปุ่นและอื่นๆ เช่น Annasui และ Samanta Lega (อันนี้กระเป๋าน่ารักมากกกก!) เซลล์ 50-70% เล่นเอาเงินในกระเป๋าสั่นสะเทือน แต่ก็ไม่ได้ซื้ออะไรมา กะไปเหมาแถวฮาราจูกุ 5555

ผ่านย่านร้านค้าทางนั้นมาแล้วเดินไปเรื่อยๆ GPS เจ้ากรรมดันเกิดอาการงงขึ้นมาอีก ชี้ทิศทางวนไปวนมาจนต้องหยุดตั้งหลักอยู่แถวๆข้างทาง มีแผนที่อยู่ตรงนั้นพอดีเราก็ชี้ให้แพร์ดู ถามว่าฮาราจูกุมันไปทางไหน เห็นมีศาลเจ้าเมจิอยู่แถวนั้นด้วย ก็เลยเปลี่ยนแผนไปแวะเดินดูศาลเจ้าเมจิกันแบบไม่ได้ตั้งใจ พอได้เป้าหมายแล้วก็เดินต่อ ประมาณกิโลกว่าได้

ศาลเมจินี่ได้รับการขนานนามว่าเป็นปอดของโตเกียวเลยทีเดียวถ้าจำไม่ผิด ตอนแรกก็รู้ว่ามีเฉยๆอะ แต่ไม่รู้ว่ามันอยู่ในสวนสาธารณะด้วย (จำชื่อสวนไม่ได้) พอเรามาถึง ภาพแรกที่เห็นคือแบบนี้


หน้าทางเข้าสวนสาธารณะ (ทางเข้าไปศาลเจ้าเมจิ)

ความรู้สึกแรกคือแบบหื้มมมม นี่มันป่าชัดๆ สังเกตสเกลระหว่างคนกับต้นไม้ดีๆ มีแต่ต้นไม้ใหญ่รายล้อมเต็มไปหมด ด้านในบรรยากาศดีมากๆ ร่มรื่นสุดๆ ตอนไปถึงมีฝนตกปรอยๆเบาๆ แต่พออยู่ใต้ร่มไม้แล้ว ช่วยบังละอองฝนให้เราได้เยอะเลย อากาศเย็นสบาย หอมกลิ่นธรรมชาติ ชอบที่นี่มากๆเลย > < จริงๆแพร์ถ่ายวีดิโอไว้ด้วยนะ แต่ไม่รู้จะเอามาลงยังไง 5555


สองสาวระหว่างเดินเข้าศาลเจ้าไสยๆ เชื่อยังว่าแพร์จัดเต็ม 5555
ระหว่างทางเข้าไปจนถึงศาลเจ้านี่ไกลพอสมควรเลย แต่เราก็เน้นเดินกันแบบชิลๆ ไม่รีบร้อน เดินไปคุยไป แวะถ่ายรูปถ่ายวีโอบ้างสนุกสนาน ระหว่างทางก็แวะเข้าห้องน้ำด้วย แล้วก็พบว่าห้องน้ำสะอาดมากกก ประทับใจ เสียดายไม่มีที่ฉีดตูดเหมือนห้องน้ำตามในห้าง 55555

พอเข้าห้องน้ำเสร็จก็แวะถ่ายรูปกันหน้าห้องน้ำ ถ่ายระหว่างเดินบ้าง จนไปถึงทางเข้าศาลเจ้าเมจิ มีจุดให้ตักน้ำสำหรับบ้วนปากล้างมือก่อนเข้าศาลเจ้า ชำระร่างกายให้สะอาด เป็นความเชื่อของคนญี่ปุ่นค่ะ



ประตูหน้าศาลเจ้าเมจิ

บริเวณจุดสำหรับชำระร่างกายก่อนเข้าศาลเจ้า

ด้านในศาลเจ้าก็เหมือนกับรีวิวทั่วๆไปค่ะ คือจะมีจุดสำหรับขอพร เรากับแพร์ก็ไปขอพรโยนเหรียญกัน มีส่วนสำหรับขายของที่ระลึกพวกเครื่องรางและซื้อป้ายเครื่องรางสำหรับมาเขียนขอพร แต่อันนี้ไม่ได้ซื้อกัน เพราะเห็นตรงกันว่าราคา 500 เยนเก็บไว้ซื้อของกินดีกว่า (นังพวกเห็นแก่กิน 5555) บรรยากาศภายในไม่ได้ถ่ายเท่าไหร่ค่ะ มีบางส่วนที่ห้ามถ่ายรูปด้วย

ภายในศาลเจ้า ฝนตกพื้นเปียกนิดหน่อย แต่คนก็ยังมาเยอะ

ป้ายขอพรที่เรากับแพร์ไม่ได้เขียนกัน ขออนุญาตยืมรูปจาก http://www.emagtravel.com ค่ะ

พอออกจากศาลเจ้าเมจิมาก็เดินตามทางในสวนต่อไปเรื่อยๆ ตั้งใจจะไปทะลุทางออกอีกฝั่งเลยเพราะมันไปออกตรงฮาราจูกุพอดี ระหว่างทางออกก็มีส่วนที่เป็นศูนย์อาหาร และส่วนของร้านขายของฝากของที่ระลึก ภายในมีของกินของใช้ที่น่าสนใจเยอะ ทั้งขนม ของที่ระลึกเช่นเครื่องราง รองเท้ากิโมโน พัด ของเล่นญี่ปุ่นโบราณ ผลิตภัณฑ์เฉพาะ มีลิปมันกลิ่นน้ำผึ้ง กลิ่นซากุระด้วย เกือบซื้อมาละแต่เราว่ากลิ่นซากุระฉุนแปลกๆ 555 มาส์กหน้าลายคล้ายๆหน้าตัวละครในภาพวาดญี่ปุ่นโบราณ แต่ก็กลั้นใจกะว่าไปซื้อที่ตึกม่วงแถวอุเอโนะน่าจะถูกกว่า มีขนมอันนึงที่เจอแล้วยังแค้นไม่หายมาจนถึงทุกวันนี้ มันเป็นขนมอัลมอนด์เคลือบด้วยนม อร่อยมากกกก แต่คิดว่าที่นี่คงแพง ที่อื่นคงจะมีขายเหมือนกันแต่ถูกกว่า ก็เลยไม่ได้ซื้อมา สรุปไปที่ไหนก็ไม่เจอ เสียดายมาก มันอร่อยมาก



พอเดินดูของฝากของที่ระลึกจนพอใจ (ดูเฉยๆ จริงๆ ไม่ได้ซื้อซักอย่าง 55555) ก็เดินออกมาเรื่อยๆจนสุดทางจะเจอทางออก ออกมาแล้วจะมีสะพานลอยให้ข้ามไปฝั่งฮาราจูกุ ดูจากการแต่งตัวของคนอีกฝั่งแล้วรู้เลยว่าฝั่งที่เรากำลังจะข้ามไปคือฮาราจูกุแน่นอน มีแต่วัยรุ่นแต่งตัวแบบแตกต่างจากย่านอื่นๆ นอกจากนั้นสิ่งแรกที่ได้สัมผัสที่ฮาราจูกุคือ กลิ่นบุหรี่ค่ะ อะเฮื้อออ ข้ามสะพานลอยเสร็จข้ามถนนมาป๊ะกับจุดสำหรับสูบบุหรี่พอดี กลิ่นนี่หึ่งมาเลย แถวๆ Garrett popcorn คนต่อแถวเยอะเหมือนกัน ต่อกันแบบข้ามถนนเลยทีเดียว แต่ก็ยังเว้นส่วนถนนไว้ไม่ให้ขวางทางรถโดยมีพนักงานของร้านการ์เร็ตคอยจัดการแถวให้ลูกค้า ถ้ามองจากด้านหน้าร้าน Garrett มาทางขวามือจะเห็นร้าน Ainz Tulpe มาแต่ไกลไม่รอช้า วิ่งพุ่งเข้าใส่กันทันที

หน้าตาร้าน Ainz Tulpe ยืมรูปมาจาก http://www.goodlucktripjapan.jp/ ค่ะ

มาถึงร้าน Ainz ภายในก็จะมีขายพวกยา เครื่องสำอาง สกินแคร์ต่างๆ น้ำยาย้อมผม คอนแทกเลนส์นี่มีเยอะมาก (ลายน่ารักกว่าที่เห็นในไทยอีก อยากได้ T3T แบบรายเดือนราคาคู่ละประมาณ 300 บาท) ที่สำคัญคือน้ำหอม แพร์บอกว่าเป็นร้านที่น้ำหอมราคาถูกที่สุดในญี่ปุ่น ก็เลยกะว่าจะสอยติดไม้ติดมือกลับไปซักขวด

เดินไปเดินมา หาของฝากของเพื่อนแพร์ ดูน้ำหอม เดินเล่นเทสเตอร์ทุกอันที่เค้ามีให้เทสฟรีกันสนุกสนาน 5555 ชอบรองพื้นอันนึงมีกันแดดด้วย แต่ที่แปลกคือมันเป็นสเปรย์อะ พอฉีดแล้วเป็นฟองเย็นๆ ถูเล่นกันสนุกสนาน ตื่นเต้น 5555 แพร์จะซื้อกลับด้วยแต่กลัวเค้าไม่ให้เอาขึ้นเครื่องบินเลยอดไปตามระเบียบ ที่นี่ซื้อเครื่องสำอางกับสกินแคร์กันแค่นิดเดียว เผื่อไปเจอที่มัตสึโมโต้หรือตึกม่วงถูกกว่าอะไรงี้ หลักๆแล้วก็คือได้น้ำหอมมากันคนละขวด ถ้าซื้อถึง 5,000 เยน ทำ Tax free ได้ด้วยนะ เรากับแพร์ซื้อรวมกัน 5,000 นิดๆพอดีก็เลยทำ tax free ไปเลย

เสร็จภารกิจจาก Ainz แล้วก็เดินไปตามถนนใหญ่เรื่อยๆ มีแต่ร้านของแบรนด์เนมตลอดสองข้างทาง ไม่ได้ซื้ออะไรกันเลย เน้นเดินดูสวยๆ 5555 สักพักก็นึกขึ้นมาได้กันว่า เรายังไม่ได้กินเครปกันเลยนี่หว่า เลยเปิด GPS นำทางเหมือนเดิมตามสเต็ป ต้องเดินไปที่ถนนทาเคชิตะ โดยต้องเดินย้อนกลับมานิดหน่อยแล้วเลี้ยวเข้าไปอีกซอย เดินตรงไปเรื่อยๆเจอร้านขายนาฬิกาแบรนด์เนมราคาถูกกว่าในไทย แพร์แวะซื้อนาฬิกาให้น้องแล้วก็เดินต่อ มาถึงทางแยก GPS เกิดอาการงงขึ้นมาอีกเลยต้องสุ่มเดินซักแยก ปรากฏว่าเดินไปเดินมาวนกลับมาที่จุดเดิมตรงถนนใหญ่ที่มีร้านแบรนด์เนมเยอะๆ 5555 เลยต้องเดินย้อนกลับไปอีก แล้วไปออกทางอีกแยกแทนกว่าจะถึงถนนทาเคชิตะ

มาถึงถนนทาเคชิตะประมาณ 5 โมงกว่าๆ ภารกิจตามหาเครปของเราก็เริ่มขึ้น ตามทางมีเสื้อผ้ารองเท้าน่ารักๆสไตล์วัยรุ่นญี่ปุ่น ที่บอกแบบนี้เพราะว่ามันไม่น่าจะเอามาใส่ในไทยได้อะ 555 ส่วนตัวแล้วติ๊ดคิดว่าแฟชั่นในญี่ปุ่นค่อนข้างแปลก อย่างเดรสก็เต็มไปด้วยระบาย มีลายพิมพ์น่ารักเกินกว่าวัยรุ่นไทยจะกล้าใส่ รองเท้าส้นตึกสูงมากกว่า 4นิ้วอะไรประมาณนี้ แต่ที่เราชอบคือพวกรองเท้าสไตล์รองเท้าพรีออเดอร์จากจีนอะ คือตัวหนังกับพื้นนิ่มมาก วัสดุดูจะดีกว่าที่ขายในไทย ราคาก็ประมาณ 1,000 บาท ถือว่าไม่แพงกับวัสดุคุณภาพนี้นะ เสียดายมากไปเจอรองเท้าที่ถูกใจแต่ไม่มีไซส์

เดินผ่านร้านเสื้อมาหลายร้านแล้ว ผ่านร้านเครปมาประมาณ 2-3 ร้าน แต่ก็ไม่ได้ซื้อเพราะ เราตั้งใจไปกินที่ร้าน Angels Heart ร้านเครปร้านแรกในฮาราจูกุ เดินไปซักพัก 6 โมงเย็นแล้ว เริ่มเกิดอาการหิว ช่วยกันมองหาร้าน จนในที่สุดก็เห็นป้ายคำว่า Angel เราสองคนจึงรีบพุ่งเข้าไปด้วยความหิวระดับแปดสิบ ต่อแถวซื้อเครปด้วยความตื่นเต้น ติ๊ดสั่งมาเป็นไส้ช็อกโกบานาน่าชีสเค้กประมาณนี้มั้งจำไม่ได้ 5555 ซื้อมาในราคา 500 เยน ถ่ายรูปเครปก่อนกินพอเป็นพิธี หาที่นั่งกินใกล้ๆร้าน รู้สึกผิดหวังนิดหน่อยเพราะไม่เป็นอย่างที่หวังไว้ ก็คุยกับแพร์ว่าแอบผิดหวัง นึกว่าจะว้าวกว่านี้ กินเสร็จประมาณ 6 โมงเย็นก็ตกลงกันว่าจะเดินไปดูร้านมัตสึโมโต้ เสร็จแล้วจะไปชิบูย่าต่อ สรุป เดินผ่านไปแค่ล็อกเดียว เจอร้าน Angels Heart ตั้งโด่เด่อยู่ หันกลับมาชำเลืองมองร้านเครปที่เราซื้อกันตะกี๊ ปรากฏว่ามันชื่อร้าน Angels Crepe ความรู้สึกแบบ โกรธอะ โกรธมาก ไม่ได้โกรธร้านนั้นนะ โกรธตัวเองเนี่ยแหละ 5555 คือหิวกันมากพอเห็นคำว่า Angel ก็พุ่งใส่ไม่ได้ดูกันเล้ยยยย กินผิดร้านซะงั้น T3T จากความผิดพลาดก่อเกิดเป็นความแค้นตั้งใจว่าวันที่ 3 ต้องกลับมากินร้าน Angels Heart ให้ได้

แต่ไหนๆก็กินผิดร้านไปแล้ว ขอรีวิวเครปร้าน Angels Crepe ที่เรากินด้วยเลยละกัน
เราว่าช็อกโกแลตที่ราดข้างบนแปลกๆอะ 5555 แต่แป้งกำลังโอเคไม่หนาเกินไป นุ่มกำลังดี ครีมด้านในหวานนุ่มละมุนลิ้นมาก อร่อย กล้วยก็ใช้ได้นะ รู้สึกจะเป็นกล้วยหอม กลิ่นหอมอ่อนๆ ชีสเค้กชิ้นเล็กมากกกตามรูป แล้วก็เนื้อตัวชีสออกเยลลี่หน่อยๆอะ ไม่ค่อยประทับใจในสวนชีสเค้ก แต่ส่วนอื่นถือว่าโอเคเลย ให้ 7/10

เครปเย็นร้าน Angels Crepe ไส้ช็อคโกบานาน่าชีสเค้ก ราคา 500 เยน

สองสาวหน้าตาแป้นแล้น ก่อนจะรู้ตัวว่ากินเครปผิดร้าน 55555

หลังจากโกรธตัวเองกันเสร็จเรียบร้อยก็เดินไปแวะดูร้านมัตสึโมโต้ แพร์ซื้อเครื่องสำอาง สกินแคร์ไปฝากที่บ้าน ฝากเพื่อน เราเองได้ขนตาปลอมของ Dolly Wink มากล่องนึง (1 กล่อง มี 2 คู่) ซื้อมาคนละกล่องกับแพร์ ขนตาบนกับล่างอย่างละกล่อง แล้วเอามาสลับกันคู่นึง เราทั้ง 2 คนก็จะได้ขนตาปลอมบนและล่างเซ็ตนึงพอดี ออกมาจากมัตสึโมโต้ก็ไปเดินเล่นในไดโซ ซื้อที่ติดกันรองเท้ากัดมาคู่นึง เสร็จแล้วก็ไปชิบูย่ากันต่อ



เราใช้เวลากันในมัตสิโมโต้และไดโซประมาณเกือบชั่วโมง หลังจากนั้นก็ขึ้นรถไฟฟ้าจากสถานีฮาราจูกุไปชิบูย่ากันต่อ จนในที่สุดเราก็มาถึงย่านชิบูย่าตอนประมาณ 3 ทุ่มแล้ว มาถึงก็หิวมาก ปวดฉี่ด้วยเลยวิ่งหาห้องน้ำ แต่ห้างแถวๆนั้นก็เริ่มปิดกันหมดแล้ว เดินไปเดินมาเจอร้าน CocoIchibanya พอดีก็เลยจัดเลย หน้าร้านบอกว่ามีเมนูภาษาไทยด้วย แต่เข้ามาไม่ยักกะมี ไม่แน่ใจว่าต้องขอเค้าแยกรึเปล่า แต่มีเมนูภาษาอังกฤษก็เลยสบายไป เข้ามาในร้านรอคิวประมาณ 15 นาทีก็ได้ที่นั่ง โชคดีที่ในร้านมีห้องน้ำพอดี สั่งเมนูไว้แล้วก็เข้าห้องน้ำสบายใจ ถอดคอนแทกเลนส์ออกด้วยเพราะเริ่มแสบตาแล้ว ใส่มาทั้งวัน

รอประมาณ 10 นาทีข้าวแกงกะหรี่ผักรวมเพิ่มผักโขมของเราก็มาเสิร์ฟ กลิ่นหอมยั่วน้ำลายมากกกก ผักน่ากิน น้ำซอสแกงกะหรี่เข้มข้นไม่ต่างจากร้านที่กินแถวสถานีชินจูกุ ที่สำคัญคือให้ผักมาเยอะจุใจสุดๆ ติ๊ดสั่งเป็นแบบลดข้าว ความเผ็ดระดับ 2 เหมือนที่สั่งในไทยเป๊ะๆ เลยได้ข้าวแกงกะหรี่จานนี้มาในราคา 837 เยน แต่รู้สึกจำนวนข้าวที่เค้าให้มาจะเยอะกว่าของไทย ถึงสั่งลดแล้วก็ยังได้เยอะกว่า (คิดว่าเป็นเรื่องปกติของญี่ปุ่นเพราะคนญี่ปุ่นกินเยอะมากแต่ละมื้อ)

ข้าวแกงกะหรี่ผักรวมเพิ่มผักโขม ลดข้าว จาก CocoIchibanya ราคา 837 เยน 

หลังจากกินเสร็จเริ่มเหนื่อยกันแล้ว เพราะเดินเยอะมาก เดินมาร้านทาร์ตที่อยู่ใกล้ๆ ร้านก็ปิดแล้ว ร้านอื่นๆแถวนั้นก็เริ่มพากันปิด ก็เลยพากันกลับ รู้สึกว่ายังเดินไม่ทั่วเลยทั้งฮาราจูกุและชิบูย่า เลยกะว่าเดี๋ยวค่อยมาซื้อทาร์ตกับซื้อฟิล์มกล้องที่เพื่อนฝาก รวมถึงเก็บตกส่วนอื่นๆที่พลาดวันนี้ในวันต่อไป



ตอนกลับเหมือนทุกอย่างจะแฮปปี้เอนดิ้งแล้วสำหรับทริปวันที่ 2 นี้ แต่แล้วความซวยก็บังเกิดเรื่องให้เสียตังฟรีๆอีก 170 เยน เรื่องเกิดตอนเราซื้อตั๋วจะกลับไปที่สถานี Yotsuya-Sanchome จำไม่ได้ว่าต้องไปที่รถไฟสายไหน แต่เรากับแพร์ดันเสียบตั๋วเข้าไปผิดสาย ออกก็ไม่ได้ด้วยเพราะต้องเสียตังเพิ่มแน่นอน ตอนรู้ตัวว่ามาผิดสายก็ลุกลี้ลุกลนละ คิดว่าเสียตังแน่นอนแต่ก็ยังพยายามจะหาทางที่ไม่ต้องเสียตังเพิ่ม หันไปใกล้ๆจุดที่เสียบตั๋วเห็นห้อง Question & Answer พอดี ด้านในมีเจ้าหน้าที่อยู่ น่าจะเป็นห้องสำหรับแจ้งเรื่องต่างๆเลยลองเข้าไปถามดูเป็นภาษาอังกฤษประมาณว่า "คือเราจะไป Yotsuya-Sanchome น่ะค่ะ แต่ว่าเข้ามาผิดสาย ต้องทำยังไงบ้างคะ" ถามเสร็จเจ้าหน้าที่ก็ไม่พูดอะไร แค่ขอตั๋วที่เราซื้อ เสร็จแล้วก็ยืดไป กดเปิดประตูห้องทางออกไปที่จุดซื้อตั๋วใหม่ แล้วก็ชี้ไปที่ประตู พูดแค่ "เชิญ" เรา 2 คนที่แบบสตั๊นเลยจ้าาาา แต่ก็ต้องเดินออกไปซื้อตั๋วใหม่

แอบโกรธนิดนึง ไม่ได้โกรธที่ต้องเสียตังซื้อตั๋วใหม่นะแต่โกรธเจ้าหน้าที่อะ เพราะตั้งแต่มาวันแรกเจอแต่คนญี่ปุ่นที่ให้การต้อนรับดีตลอด พูดจาสุภาพ พยายามให้ความช่วยเหลือ มีแต่เจ้าหน้าที่ตรงนี้นี่แหละที่รู้สึกว่าหยาบคาย  คือแบบ บอกซักนิดก็ได้ว่า ไม่ได้นะครับ ต้องออกไปซื้อตั๋วใหม่ อะไรงี้ นี่แบบยึดตั๋ว เปิดประตูให้ แล้วไล่ออกเฉย ถือเป็นความไม่ประทับใจครั้งแรกที่ญี่ปุ่น



กลับมาถึงโรงแรมตอนประมาณ 5 ทุ่ม พอกลับมาถึงก็สลับกันแช่น้ำอุ่นในห้องพักให้พอหายเมื่อย พูดคุยกันนิดหน่อย ก่อนพากันเข้านอนประมาณเที่ยงคืน เตรียมลุยทริปวันต่อไป มีลางสังหรณ์ว่าต้องตื่นสายอีกแน่ๆ 5555 ก็เป็นอันจบสำหรับทริปวันที่ 2 นี้ค่ะ ขอบคุณที่อ่านจนจบนะคะ


- - - - - - - - - -

ส่วนของในวันที่ 3 และ 4 คิดว่าน่าจะไม่ยาวเท่า 2 วันแรกแล้ว เพราะจะไปหนักตรงซื้อของฝากมากกว่า มีไปแวะวัดเซนโซจิแถวอะซากุสะ แล้วก็แวะร้านเซ็กส์ช็อปย่านอะกิฮาบาระ รอติดตามกันนะคะ

สามารถวิจารณ์ คอมเม้นติชมได้ค่ะ ขอบคุณที่อ่านจนจบอีกครั้งนะคะ แล้วพบกันใหม่ในบล็อกหน้าค่ะ ^u^

วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2558

แบ็กแพ็คเที่ยวเจแปนใสๆ ไม่ง้อทัวร์ วันที่ 1 โอไดบะ สะพาน Rainbow Bridge ปิดท้ายด้วยออนเซ็น

สวัสดีค่ะ จริงๆ แล้วติ๊ดไปเที่ยวญี่ปุ่นมาตั้งแต่วันที่ 16-20 กรกฎาคม ที่ผ่านมานี้แล้วค่ะ แต่ว่ายังไม่มีโอกาสได้เล่าเรื่องซักที ตอนแรกลูกพี่ลูกน้องที่ไปด้วยจะทำรีวิวลงพันทิป แต่พอไปถึงเกิดอาการขี้เกียจทำขึ้นมา ก็เลยไม่ค่อยได้ถ่ายรูปบรรยากาศสำหรับลงรีวิวเท่าไหร่ 555555 แต่ว่าติ๊ดมีจดค่าใช้จ่ายที่ใช้ในแต่ละวันไว้ หวังว่าจะมีประโยชน์กับคนที่อยากจะลองไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองบ้าง เดี๋ยวส่วนของค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่จำเป็นจะสรุปลงแยกอีกบล็อกไว้ให้นะคะ เพราะคิดว่าน่าจะเล่าเรื่องยาวอยู่ อาจจะมีภาพประกอบน้อยไปนิด แต่ก็หวังว่าทุกคนจะสนุกกับการอ่านนะคะ


ที่มาที่ไปของทริปนี้คือ แพร์ เป็นลูกพี่ลูกน้องของติ๊ดที่อายุเท่ากันเนี่ยแหละเป็นคนชวนไป จริงๆ แล้วตอนแรกแพร์ชวนไปเกาหลี แต่เนื่องจากมีข่าวเชื้อไวรัสเมอร์สกำลังระบาดพอดี ประจวบกับมีโปรไปญี่ปุ่นของ Airasia X พอดี ก็เลยได้เปลี่ยนแผนมาเป็นประเทศญี่ปุ่น

การไปครั้งนี้เป็นการไปกันเองแค่ 2 คน จองตั๋วไปกลับพร้อมที่พัก 3 คืน (บินคืนวันที่ 16 ถึงเช้าวันที่ 17 เริ่มเที่ยวเลย) ราคาตกคนละประมาณ 15000-16000 บาทประมาณนี้ค่ะ

ภาษาที่ใช้ในการเล่าขอเป็นภาษาเหมือนเล่าให้เพื่อนฟังละกันเนอะ จะได้รู้สึกเป็นกันเอง

- - - - - - - - - - -

เริ่มต้นด้วยการเตรียมตัวไป สำหรับทริปนี้เป็นทริป 4 วัน 3 คืนเน้นประหยัด ไปแค่ในโตเกียว ส่วนใหญ่การจัดกระเป๋าก็คือเน้นของใช้ที่จำเป็น ลุยๆ บ้าง มีพร็อพเช่นพวกเครื่องสำอาง อุปกรณ์เสริมสวยอีกนิดหน่อย (เช่น คอนแทกเลนส์ ที่ดัดผม) คุณแม่แลกเงินให้ไป 70,000 เยน

พอถึงคืนวันที่ 16 ก็เริ่มออกเดินทางด้วยเที่ยวบิน XJ600  เบาะที่นั่งสบายดี แต่ไม่เหมาะสำหรับการนอนอย่างยิ่ง =..= ปกติแล้วเราเป็นคนหลับยากมากกกกกก ยิ่งมาเจอแบบนี้แล้ว พูดได้เลยว่าตลอดเวลา 5-6 ชม.ที่อยู่บนเครื่องบิน ไม่ได้นอนเลย พอเครื่องลงจอดที่สนามบินนาริตะ ประเทศญี่ปุ่น ตอนประมาณ 8 โมงก็เที่ยวต่อเลย

สิ่งที่กลัวที่สุดก่อนไปญี่ปุ่นคือ ตม. เพราะได้ยินมาว่า ตม. ที่ญี่ปุ่นค่อนข้างเข้มงวดอยู่เหมือนกัน ยิ่งอ่านรีวิวในพันทิปแล้วเจอคนไปเกาหลีแต่ถูกส่งกลับไทยยิ่งจิตตกไปกันใหญ่ ที่บ้านก็กังวลเรื่องนี้กันมาก เราเลยเตรียมเอกสารไปพร้อมเลยทั้งการจองตั๋วไปกลับ เอกสารที่พัก และใบรับรองสถานภาพการเป็นนักศึกษา สรุปแล้วพอมาถึงจริงๆ กลายเป็นว่าใช้เวลาไม่ถึง 5 นาทีก็ผ่าน ตม.มาได้อย่างสบายๆ (แล้วตูเตรียมเอกสารมาเยอะแยะทำไมฟร้ะ!?!)

หลังจากผ่านตม.มาแล้วก็เริ่มเที่ยวกันเล้ยยยย 2 สาวหน้าใสจะสามารถเอาชีวิตรอดในญี่ปุ่นได้หรือไม่ ภาษาญี่ปุ่นก็พูดไม่ได้ ภาษาอังกฤษก็ไม่ค่อยแข็งแรง 55555 แล้วคือไปเที่ยวแบบไม่มีแบบแผนมากอะ ตอนแรกกะว่าจะตามรอยไกด์บุ๊ค แต่พอมาถึงจริงๆ ไม่ได้ทำตามซักอย่าง 55555


พอผ่านตม.จัดการทุกอย่างในสนามบินเรียบร้อยก็ไปซื้อตั๋วรสบัสสำหรับเข้าโตเกียว โดยซื้อเป็นของ Keisei Line  ค่ารถคนละ 1000 เยน นั่งประมาณ 1 ชม.นิดๆก็ถึงโตเกียวละ บอกได้เลยว่า หลับตลอดทาง 555555 เหนื่อยมาก

ระหว่างรอรถบัสที่สนามบิน แรดไปอี๊กกกกกก 55555

พอมาถึงปุ๊บฝนก็ตกปั๊บเลย โชคดีที่พกร่มมากัน ถึงโตเกียวประมาณเกือบ 10 โมงไม่รู้จะทำอะไรดี โรงแรมก็เช็คอินตั้งบ่าย 2 เลยกะไปเดินเล่นแถวๆ โรงแรมก่อน โรงแรมอยู่แถวชินจูกุค่ะ (สถานี Yotsuya-Sanchome) พอจะไปชินจูกุก็หลง หาสถานีรถไฟไม่เจออีก โชคดีที่เรา 2 คนหารกันเช่า pocket wifi ไว้ ก็เดินๆ ตาม GPS กันไป สักพักเริ่มงง ยืนมองแผนที่ตามทางเดินกันอยู่นาน ก็มีรปภ.เดินเข้ามาให้ความช่วยเหลือ ถามเราว่าจะไปไหนกัน บอกทางไปสถานีรถไฟให้ ประทับใจตรงนี้มาก แต่สิ่งที่เป็นอุปสรรคคือ ภาษาอังกฤษสำเนียงญี่ปุ่นซึ่งฟังยากมากกกก กว่าจะฟังกันเข้าใจก็ใช้เวลานิดนึง

พอเดินตามทางที่รปภ.บอกมาเรื่อยๆ แอบไกลอยู่เหมือนกันประมาณเกือบกิโลได้ ระหว่างทางก็มีร้านอาหารเต็มไปหมดยิ่งกระตุ้นความหิวขึ้นมาอีก แต่ก็กะว่าไปกินแถวๆโรงแรมดีกว่า จนกระทั่งเราได้ขึ้นรถไฟฟ้า ตื่นเต้นมาก จำไม่ได้แล้วว่าขึ้นจากสถานีไหนไปลงตรงไหนบ้าง 5555 สายรถไฟฟ้าที่นี่เยอะมาก ประมาณไม่เกิน 20 นาทีก็มาถึงสถานี Yotsuya-Sanchome ซึ่งที่อยู่ของโรงแรม


ในเว็บของ Airasia go บอกไว้ว่าโรงแรมอยู่ไม่ไกลจากสถานี เดิน 5 นาทีถึง แต่เดินหาไม่เจอกัน ข้ามฝั่งไปๆ มาๆ เลยหาอะไรกินแถวๆ นั้นก่อนแล้วค่อยหาโรงแรม ซึ่งอาหารมื้อแรกของเราก็เป็นร้านแบบกดตรงตู้เอาค่ะ เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปตู้ไว้ ตอนไปกดก็งงๆ คิดว่าต้องเลือกเมนูก่อนแล้วค่อยหยอดเหรียญอะไรประมาณนั้น แถมเมนูในตู้ก็เป็นภาษาญี่ปุ่นทั้งหมด ไม่มีภาษาอังกฤษให้เลย T3T ยืนงงกันอยู่นานพนักงานเหมือนจะรู้เลยเดินเข้ามาช่วย บอกว่ามันต้องใส่เงินก่อนถึงจะกดเลือกเมนูได้ นี่ก็ขำกันเลยจ้า รู้สึกเหมือนบ้านนอกเข้ากรุง 555555 พอกดเลือกเมนูเสร็จก็จะมีบัตรอาหารออกมาจากตู้พร้อมเงินทอน เอาบัตรไปยื่นให้พนักงานร้านแล้วก็นั่งสวยๆ รออาหารมื้อแรกของเราได้เลย

ที่ติ๊ดสั่งเป็นคัทสึด้งค่ะ มีให้เลือก 3 ไซส์ เล็ก กลาง ใหญ่ ติ๊ดสั่งเป้นไซส์เล็กสุดเพราะเป็นคนกินน้อย ราคา 390 เยนเอง ถือว่าถูกมากนะถ้าเทียบกับราคาร้านอาหารญี่ปุ่นในไทย อาหารมื้อแรกที่นี่ถือว่าประทับใจมาก พอได้กินเข้าไปแล้วลืมรสชาติที่ร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยไปได้เลย มันช่างแตกต่าง รสชาติที่นี่เข้มข้นมาก ราคาโอเคกว่าร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยด้วย ประทับใจสุดๆ T3T

อาหารมื้อแรกในญี่ปุ่น คัทสึด้งพร้อมกับชาเขียวเย็นๆ ในราคา 390 เยน ชาหอมงาคั่วมากๆ อร่อย  >_<

พอกินอาหารมื้อแรกเสร็จก็เดินเล่นอยู่แป๊บนึงจนเที่ยงครึ่งก็เดินหาโรงแรมกันต่อ สรุปโรงแรมอยู่ใกล้ๆ สถานีมาก แต่เราเดินออกมาผิดทาง 55555 มันต้องออกทางออก 2 แต่เราดันไปออกทางออก 1 กัน โรงแรมที่เราจองไว้คือ Hotel Wing International Premium Tokyo Yotsuya (ชื่อยาวมากกกก) ไปถึงก่อนเวลาแต่ก็เช็คอินได้ ห้องพักเล็กไปนิดแต่จัดสรรพื้นที่ได้ดีค่ะ อยู่สบายนะ ไม่อึดอัด

พอเช็คอินเสร็จก็มานั่งปรึกษากันว่าวันแรกนี้จะไปไหนก่อนดี จริงๆผิดแผนมาตั้งแต่ออกจากสนามบินแล้ว 5555 แพร์ให้ความเห็นว่าเดินทางมาเหนื่อยมากอยากไปแช่ออนเซ็น ก็เลยตกลงกันว่าจะไปแถวโอไดบะ เพราะออนเซ็นอยู่แถวนั้น กะว่าเดินเล่นกันแล้วก็ไปแช่ออนเซ็นกันให้สบายตัวก่อนกลับ

พอตกลงกันเรียบร้อยก็ออกเดินทางจากโรงแรมไปโอไดบะ ไปเดินดู Rainbow Bridge วิวข้างบนสวยมาก แต่ลมแรงไปนิด แล้วสะพานก็ยาวมากในระดับที่ว่า ลงมาถึงอีกฝั่งนี่หน้าเหนียวผมเหนียวกันเลยทีเดียว (สะพานมีความยาวประมาณ 1.5 กิโลเมตร) เสียดายที่มือถือเรากล้องเลนส์ร้าวเลยไม่ได้ถ่ายรูปมา รูปวิวส่วนใหญ่แพร์จะเป็นคนถ่าย

แพร์กับเราบน Rainbow Bridge ลมแรงมั้ยดูได้จากทรงผม 55555
เดินมาถึงอีกฝั่งของสะพานแล้วก็ไปเดินเล่นตรงทะเลแถวๆนั้น จำชื่อหาดไม่ได้ง่ะ (ส่วนมากแพร์จะเป็นคนหาข้อมูลพวกสถานที่ต่างๆ รวมถึงวิธีการเดินทาง ส่วนเราก็ตามๆเค้าไป 5555) ได้กลิ่นทะเลหอมๆ ยืนดื่มด่ำถ่ายรูปอยู่แถวนั้นประมาณครึ่งชม.ก็เดินไปหาออนเซ็นต่อ ระหว่างทางก็หาซื้อซาลาเปาชีสในแฟมิลี่มาร์ท มานั่งกินกันอยู่แถวๆ ชิงช้าสวรรค์เฟอริส (Ferris Wheel) แถวนั้นห้างเยอะมากแต่ไม่ได้เข้าไปเดินเล่นข้างในเพราะตอนนั้นก็ 5 โมงเย็นแล้ว ซาลาเปาอร่อยมากกกก แต่ไม่ได้ถ่ายรูปไว้ ><

หาดโอไดบะ ชายหาดแถวๆ สะพาน Rainbow Brigde

ใกล้ๆ ชิงช้าสวรรค์เฟอริส จุดที่เรานั่งกินซาลาเปากัน

พอกินซาลาเปาเสร็จก็เดินหาออนเซ็นกันต่อ ในแผนที่ดูเหมือนจะไม่ไกล แต่เอาจริงๆแแล้วเดินไกลมากกก เกือบจะหลงกันหลายที รู้สึกได้เลยว่าเดินเป็นกิโล พึ่งมารู้ทีหลังว่านั่งรถไฟฟ้ามาลงสถานีใกล้ๆได้ กว่าจะไปถึงออนเซ็นก็ 6 โมงเย็นแล้ว ออนเซ็นที่เราไปกันคือ Ooedo Onsen Monogatari

ด้านหน้า Ooedo Onsen Monogatari

พอเข้าไปข้างในจะมีล็อคเกอร์สำหรับใส่รองเท้า โดยล็อคเกอร์ที่ว่างอยู่จะมีกุญแจเสียบไว้ตรงตู้ค่ะ เอารองเท้าไปใส่ข้างในแล้วก็ล็อค แล้วดึงกุญแจออกมา ออนเซ็นที่นี่จะให้เราแช่ก่อนแล้วค่อยมาคิดเงินตอนกลับค่ะ พอเก็บรองเท้าเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เดินไปเลือกชุดยูคาตะกับสีโอบิที่ต้องการ มีลายให้เลือกเยอะมาก เลือกเสร็จก็รับชุดจากเจ้าหน้าที่ไปที่ห้องแต่งตัว เราต้องเปลี่ยนเป็นชุดยูคาตะโดยที่ถอดเสื้อผ้ารวมถึงเสื้อชั้นในอะไรงี้หมด ห้องแต่งตัวจะแยกชายหญิงนะคะ

พอเปลี่ยนชุดเสร็จก็จะเข้าไปอีกห้อง เป็นโซนที่จัดเหมือนงานวัดญี่ปุ่น มีร้านอาหาร มีซุ้มของที่ระลึกอยู่เต็มไปหมด ให้บรรยากาศเหมือนงานวัดจริงๆ รู้สึกตื่นเต้นมาก พอเข้าไปโซนนี้แล้วก็เดินเล่นกันยาว 5555 พอเดินเล่นจนพอใจก็ไปเข้าในส่วนของห้องอาบน้ำ ในโซนงานวัดจะรวมชายหญิงนะ แต่พอเข้าห้องอาบน้ำจะแยกชายหญิงเหมือนเดิม

ตอนอยู่ในห้องแต่งตัวกับห้องอาบน้ำเค้าห้ามถ่ายรูป เลยขอเล่าบรรยากาศให้ฟังแทน ตอนเข้าไปถึงห้องแต่งตัวอีกห้องที่มีล็อคเกอร์สำหรับเก็บชุดยูคาตะก่อนเข้าห้องอาบน้ำ มาถึงก็สะพรึงเลยจ้า ห้องนี่เต็มไปด้วยสาวญี่ปุ่นแก้ผ้าล่อนจ้อนเดินไปเดินมาแบบปกติมาก เรากับแพร์กันมามองหน้ากันแบบ ..... สตั๊นแป๊บบบ แบบ นี่พวกตูต้องแก้ผ้าแบบนั้นด้วยใช่มั้ย 55555 ตกใจเดินพุ่งเข้าล็อคเกอร์อย่างรวดเร็วจนพนักงานต้องเดินตามเอาผ้าขนหนูมาให้ 55555 ตอนแรกก็อายๆแหละ ซักพักแบบชั่งมัน ถอดแว่นก็ไม่เห็นใครแล้ว 5555

ผ้าขนหนูที่ได้มาจะมีแบบผืนเล็กกับผืนใหญ่ แต่ตอนลงแช่เอาไปได้แค่ผืนเล็กเท่านั้น เราเลยได้เห็นภาพที่แบบ สาวญี่ปุ่นบางคนและสาวต่างชาติเอาผ้าผืนเล็กๆนั่นแหละปิดตัวเดินไปเดินมา 5555 สนุกสนาน พอเข้าไปในห้องอาบน้ำจะมีโซนสำหรับให้เราอาบน้ำล้างตัวก่อนลงแช่น้ำ เพื่อสุขอนามัยที่ดี พออาบเสร็จก็ลงไปแช่ได้ตามสบายจ้าาา มีหลายบ่อให้เลือกทั้งในร่มและกลางแจ้ง บ่อกลางแจ้งบรรยากาศดีมากและน้ำไม่ร้อนเท่าข้างใน แต่เราเริ่มแช่จากบ่อด้านในก่อน แค่แว๊บแรกที่เอาเท้าลงไปสัมผัสกับน้ำนี่แบบอื้อหื้อออออออว์ ร้อนได้อีก พอเท้าเริ่มค่อยๆปรับได้ก็ลงไปครึ่งตัว ความรู้สึกเหมือนโดนลวกง่ะ 5555 คือมันร้อนมาก แต่พอแช่ไปซักพักก็รู้สึกสบายตัวดี หายเมื่อยไปเยอะเลยจากที่เดินมาทั้งวัน

หลังจากแช่น้ำจนสบายตัวแล้วก็มาอาบน้ำล้างตัวอีกที ตรงโซนอาบน้ำมีพวกสบู่ แชมพู ครีมนวดผมให้ครบเลย ดีจัง > < นี่ก็ใช้ของฟรีคุ้มเลยจ้าาาา 55555 อาบน้ำล้างตัวเสร็จก็เข้ามาเช็ดตัวในห้องแต่งตัวแล้วรีบใส่ชุดยูคาตะอย่างรวดเร็ว ในห้องแต่งตัวมีไดร์เป่าผมกับเซรั่มสำหรับใส่ผมไว้ให้ด้วย พอเป่าผมจนเสร็จก็ทาโลชั่นและครีมบำรุงผิวหน้าที่เค้ามีให้ใช้ฟรี รู้สึกประทับใจจัง คุ้มค่ากับเงิน 1980 เยนที่จะต้องจ่าย พอแต่งตัวทาครีมเสร็จก็เดินเล่นในโซนงานวัด แชะรูปตัวเองในชุดยูคาตะกันซักนิดก่อนกลับโรงแรม มีชาให้ดื่มฟรีด้วย หอมอร่อย > < พอเดินเล่นจนพอใจก็รีบไปจ่ายเงินเพราะดึกแล้ว

แพร์และเราในชุดยูคาตะหลังแช่ออนเซ็นแล้ว
กว่าจะจ่ายเงินเสร็จก็ปาเข้าไป 3 ทุ่มแล้ว เลยนั่งรถไฟฟ้าจากสถานี Telecom Center ที่ใกล้ที่สุดไปลงที่ Yotsuya-Sanchome เหมือนเดิม กลับมาถึงโรงแรมประมาณ 4 ทุ่ม แวะหาอะไรกินแถวโรงแรมก่อนกลับขึ้นห้อง เลือกเป็นร้านราเม็ง พนักงานในร้านพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย แต่ก็ดูพยายามจะพูดสื่อสารกับเรา น่ารักดี ตอนสั่งเมนูก็มีแต่ภาษาอังกฤษ เราก็เลยสั่งโดยจิ้มๆ รูปเอา ราเม็งจำได้ว่าราคาประมาณ 700 เยน ชามใหญ่มาก ใหญ่แบบเรากินได้ 3 มื้อ แต่ด้วยความเกรงใจก็เลยต้องกินให้หมด T3T ดันสั่งเกี๊ยวซ่ามาด้วยอีกก็เลยต้องพยายามช่วยกันกิน สุดท้ายก็กินเกี๊ยวซ่าจนหมด ราเม็งเหลือเส้นไว้นิดหน่อยไม่ให้พอน่าเกลียด

ราเม็งชามโต 770 เยน พร้อมชาดื่มฟรี เห็นเกี๊ยวซ่าที่แอบไหม้รำไรๆ

กลับมาถึงโรงแรมก็อาบน้ำ นั่งเม้ากันนิดหน่อยก่อนจะเข้านอน ก็เป็นอันจบวันแรกของทริปนี้

- - - - - - - - - -

รู้สึกว่าบล็อกยาวมากกกกก 555555 เดี๋ยวอีก 3 วันที่เหลือจะมาต่อนะคะ พอดีติดงานนิดหน่อย > < สามารถคอมเม้นแลกเปลี่ยนข้อมูล หรือแย้งข้อมูลอะไรที่เขียนผิดได้ค่ะ เพราะตอนมาศึกษาข้อมูลมาน้อยจริงๆ อาจจะมีหลงๆบ้าง หรือสงสัยอะไรก็สอบถามได้เลยนะคะ แล้วพบกันใหม่ในบล็อกหน้าค่ะ ^u^

Ordinary tidyfortune :)

สวัสดีค่ะ ชื่อ 'ติ๊ด' ค่ะ ^u^
เริ่มต้นบล็อกแรกก็ไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรดี ><


จริงๆ แล้วเคยเขียนบล็อกมาก่อนตอนอยู่ประถม สมัยก่อนก็จะมีไดอารี่ของเว็บ Yenta4 หรือว่าในเว็บเด็กดีอะไรประมาณนั้น (บ่งบอกอายุ 55555) แต่ก็ไม่ได้จริงจังเท่าไหร่ แต่ตอนนี้เริ่มรู้สึกว่าอยากจะกลับมาทำบล็อกอีกครั้ง หลังจากไม่ได้เล่นมาหลายปีมาก ตั้งแต่ม.3 (ปัจจุบันกำลังจะขึ้นปี 3 แล้ว) เพราะอยากจะมีบล็อกที่เป็นพื้นที่สำหรับเก็บความทรงจำดีๆ แบ่งปันเรื่องราวสนุกๆ เกี่ยวกับตัวเราเอง หรือแชร์ไอเดียต่างๆ อีกอย่างคือเราเป็นคนชอบเล่าเรื่อง รู้สึกสนุกกับการได้เขียนได้พิมพ์ ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนสิ่งที่เราสนใจร่วมกับคนอื่นๆ

คิดว่าบล็อกของเราคงเป็นเกี่ยวกับเรื่องทั่วๆ ไป กินๆ เที่ยวๆ (รู้สึกจะหนักไปทางกิน 55555) รีวิวของใช้บ้างประปราย มีลงงานแฮนด์เมดที่เราทำ กะว่าลงไปเรื่อยๆก่อนจนกว่าจะจับจุดตัวเองได้ว่าจะหนักไปทางไหน 5555  ก็หวังว่าจะได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆ พี่ๆ ทุกคน หวังว่าเราจะได้มาทำความรู้จักกันผ่านบล็อกเล็กๆ นี้นะคะ

ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ :)